เข้าสู่ระบบสมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เลือกวัดตามจังหวัด

ระบบสืบค้นขั้นสูง

ระบบค้นและสืบหา

ปฏิทินกิจกรรม

« สิงหาคม 2563 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
31
30
29
28
27
26
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
1
2
3
4
5

แนะนำวัดที่น่าดู

วัดที่มีการปรับปรุงข้อมูลล่าสุด

สารบัญเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง และผู้สนับสนุน

หัวข้อ "ศาสนากับสังคมไทย"
เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 เดือน เมษายน พ.ศ.2554 เวลา 14:18:01, ผู้เข้าชม 26298 ท่าน

     ศาสนาเป็นสถาบันสำคัญของสังคมไทย  สังคมไทยมีความผูกพันกับสถาบันศาสนาในลักษณะที่เป็นพิเศษแตกต่างกับชาติอื่น ในโลกแม้แต่ชาติตะวันตก  นับเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นพิเศษ นั่นคือ คนไทยมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อศาสนาทุกศาสนาจนกลายเป็นบุคลิกภาพของสังคมไทยที่ เปิดโอกาสให้บุคคลนับถือศาสนาต่างๆ ได้โดยอิสระ และยอมให้ศาสนาทั้งปวงดำรงคงอยู่ในสังคมไทยโดยไม่ขัดขวาง ความมหัศจรรย์ ในเรื่องนี้ อยู่ที่ตรงว่า ทัศนคติดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแต่สมัยโบราณและต่อมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นความคิดและการกระทำที่ก้าวหน้าล้ำสมัยเกินกว่านานาประเทศในโลก แม้อารยประเทศ

    สังคมไทยไม่เพียงแต่ไม่ขัดขวาง แต่ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ศาสนาอื่นที่แม้จะไม่ใช่ศาสนาที่ตนไม่ยอมรับ ดูได้จากพระราชจริยวัตรของประมุขของชาติไทยแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ดูได้จากพฤติกรรมของคนไทยนับตั้งแต่ประเทศจนถึงทศวรรษนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีความขัดแย้งในเรื่องศาสนาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ แม้ว่าในบางโอกาสจะมีชนบางกลุ่มพยายามทำให้เกิดความขัดแย้งในทางศาสนาหรือ ชักนำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ แต่ก็ไม่สามารถจะลบล้างความจริงในสังคมไทยไปได้ นั่นคือ การชักจูงหรือการยั่วยุเช่นนั้นไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ ได้

พวงผกา  คุโรวาท (2539, น. 201) ได้อธิบายเกี่ยวกับ สถาบันศาสนากับสังคมไทยมีความสัมพันธ์ในสาระสำคัญ ดังนี้
     1) สังคมไทยยอมรับศาสนาพุทธ เป็นศาสนาสำคัญประจำชาติ
     2) แต่ในขณะเดียวกันยอมให้ศาสนาสำคัญต่างๆ ได้ตั้งอยู่ในประเทศไทย เช่น ศาสนาฮินดู คริสต์ อิสลาม เป็นต้น
     3) ศาสนาพุทธเป็นบ่อเกิดสำคัญประการหนึ่งของขนบธรรมเนียมประเพณี กฎเกณฑ์ กฎหมาย ค่านิยม วิถีชีวิตของชาวไทย
     4) ศาสนาพุทธเป็นสถาบันสำคัญที่ช่วยให้จุดรวมจิตใจของคนไทยอย่างแน่น แฟ้นเป็นเสมือนพลังผูกพันคนในชาติเข้าด้วยกันให้ดำรงชีวิตร่วมกัน โดยมีความขัดแย้งน้อยที่สุด
     5) ศาสนาพุทธได้กลายเป็นกลไกที่ช่วยขจัดปัดเป่าความขัดแย้งและสร้างความสงบในสังคม
     6) สังคมไทยมีความสามารถในการที่จะนำเอาศาสนาพุทธเป็นพื้นฐานของชีวิต และหล่อเลี้ยงทำนุบำรุงศาสนาให้มั่นคงอยู่ได้จนกลายเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธ ของโลกปัจจุบัน  แม้ศาสนาพุทธจะเป็นศาสนาต่างด้าวที่เกิดในประเทศอินเดีย ศูนย์กลางในที่นี้หมายถึง ปริมาณของผู้ที่ยึดถือศาสนาพุทธ เมือเปรียบเทียบกับประชากรของประเทศ  อิทธิพลของศาสนาต่อชีวิตต่อประชากร การรักษาธรรมและวินัย รวมทั้งสาระสำคัญที่เป็นหลักการแห่งศาสนา การนำเอาพระธรรมวินัยมาปฏิบัติและการเสริมสร้างสถาบันสงฆ์ให้ถึงพร้อมทั้งใน ด้านองค์การและการปฏิบัติสืบต่อพระศาสนา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ของสถาบันศาสนาพุทธเข้ากับชีวิตของประชาชน  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชาวบ้านหรือสงฆ์กับคนไทย
     7) นอกจากจะนำหลักศาสนาพุทธมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สังคมไทยยังนำสิ่งที่มีคุณค่าของศาสนาอื่นมาใช้ผสมผสานกับหลักศาสนาพุทธ อย่างไม่ขัดเขิน อาทิ พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ (ขึ้นบ้านใหม่ ศาลพระภูมิ) หรือลัทธิขงจื้อ (การยกย่องบูชาบรรพบุรุษ การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ)
     8) สังคมไทยมีบุคลิกภาพอันเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ สมาชิกของสังคมพร้อมที่จะเข้าร่วมในกิจการของศาสนาอื่นโดยไม่ถือว่าเป็นการ เสื่อมเสียหรือเป็นบาป หรือเป็นปมด้อยแต่อย่างใด
     9) สังคมไทยไม่ถือว่า สมาชิกในสังคมไทยต้องขาดคุณสมบัติหรือสิทธิพึงมีพึงได้ หากนับถือศาสนาอื่น เช่น การรับราชการ หรือการมีส่วนทางการเมือง
     10) สถาบันครอบครัวของสังคมไทย ยอมรับการแต่งงานต่างศาสนาได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งพิเศษเพราะสถาบันครอบครัวนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของสถาบัน สังคมและเป็นความผูกพันอย่างใกล้ชิดระหว่างบุคคลและไม่ถือว่าหากยึดถือศาสนา อื่นใดนอกเหนือศาสนาพุทธ
     11) สถาบันกฎหมายของประเทศให้ความสำคัญกับศาสนาทั้งปวง และยอมรับที่จะให้การคุ้มครองป้องกันศาสนาและลัทธิความเชื่อทั้งหลายที่ไม่ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
     12) สังคมไทยได้แสดงออกถึงความผูกพันต่อศาสนาทั้งปวงเป็นพิเศษบางประการ เช่น
         (1)  การอยู่รวมกันโดยสันติระหว่างสถาบันศาสนาและผู้มีที่ความเชื่อในศาสนา
         (2)  ให้ประมุขของประเทศมีส่วนสนับสนุนศาสนาต่างๆ ทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัย
         (3)  ยอมให้มีการปฏิบัติพิธีกรรมโดยเสรี
         (4)  ยอมให้มีการบริหารแต่ละศาสนาอย่างเป็นอิสระตามความเหมาะสม
         (5)  มีความยืดหยุ่นและประสานประโยชน์ให้ด้านการปกครอง หากเห็นว่าบางท้องถิ่นมีผู้นับถือศาสนาใดมากเป็นพิเศษ เช่น นโยบายสนับสนุนวิธีชีวิตของไทยมุสลิมภาคใต้ด้วยการยกเว้นบทบัญญัติกฎหมายบาง ประการ

เอกสารอ้างอิง : พวงผกา  คุโรวาท. (2539). ศิลปะและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น(1977) จำกัด.